|
|
 |
|
 |
|
| |
|
|
|
| |
 |
|
|
| |
|
ทำไมธนาคารจึงกำหนดให้ผู้กู้ต้องเสียค่าเบี้ยปรับด้วย หากผู้กู้ต้องการชำระคืนเงินกู้ทั้งหมดก่อนครบกำหนดเวลา ? |
|
| |
|
|
|
|
|
ในกรณีที่ผู้กู้ต้องการชำระคืนเงินกู้ทั้งหมด เพื่อปิดบัญชี ไถ่ถอนจำนองก่อนครบกำหนดสัญญากู้ สถาบันการเงินส่วนใหญ่จะกำหนดให้ผู้กู้ต้องเสียค่าเบี้ยปรับ เฉพาะในกรณีที่มีการชำระคืนเงินกู้ทั้งหมดภายในระยะแรกเท่านั้น
โดยส่วนใหญ่มักกำหนดภายใน 2 - 3 ปี แรกนับจากวันทำสัญญากู้ หากชำระหมดหลังจากนั้น ก็ไม่ต้องเสียเบี้ย ปรับแต่ประการใด ค่าเบี้ยปรับนี้ ธนาคารต่างๆจะคิดไม่เหมือนกัน แต่โดยทั่วไป ธนาคารพาณิชย์จะคิดประมาณ ร้อยละ 2 ของวงเงินกู้ เช่น กู้เงิน 700,000 บาท หากต้องการชำระหนี้หมดภายใน 3 ปี จะต้องเสียเบี้ยปรับจำนวน 14,000 บาท
เหตุที่ธนาคารต่างๆต้องคิดค่าเบี้ยปรับกรณีชำระหนี้ครบก่อนกำหนดสัญญากู้ ทั้งนี้ เพราะว่าในการดำเนินงาน ให้กู้ของธนาคารนั้น ธนาคารมีต้นทุนค่าใช้จ่ายต่างๆเกิดขึ้น ทั้งในด้านการวิเคราะห์สินเชื่อ การทำนิติกรรมสัญญาต่างๆการจัดเก็บแฟ้มเอกสาร และค่าบริหารงานอื่นๆ ดังนั้น หากผู้กู้ได้รับอนุมติกู้เวลา 10-25 ปี แต่กลับมาชำระหนี้หมดในเวลาเพียง 1-3 ปี จะทำให้ธนาคารไม่คุ้มค่าใช้จ่ายที่เสียไปได้ ดังนั้น จึงต้องคิดเอาจากผู้กู้
อย่างไรก็ตาม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ จะคิดค่าเบี้ยปรับในกรณีลูกค้าชำระหนี้ก่อนกำหนดดังนี้
ผู้กู้ที่ใช้อัตราดอกเบี้ยลอยตัว และมีระยะเวลากู้มากกว่า 3 ปี หากขอชำระหนี้ปิดบัญชี หรือขอไถ่ถอนจำนองก่อนกำหนด จะคิดค่าเบี้ยปรับตามตัวอย่างดังนี้
- ภายในระยะเวลา 1 ปี นับจากวันที่ทำสัญญากู้เงิน ร้อยละ 3 ของเงินกู้ตามสัญญา
- ภายในระยะเวลา 2 ปี นับจากวันที่ทำสัญญากู้เงิน ร้อยละ 2.5 ของเงินกู้ตามสัญญา
- ภายในระยะเวลา 3 ปี นับจากวันที่ทำสัญญากู้เงิน ร้อยละ 2 ของเงินกู้ตามสัญญา
|
|
|
 |